Active TopicsActive Topics  Display List of Forum MembersMemberlist  Search The ForumSearch  HelpHelp
  RegisterRegister  LoginLogin
บทความในประเทศ / Local Article (Forum Locked Forum Locked)
 สมาคมพัฒนานกพิราบสื่อสารไทย / TRPF & BRPF : บทความในประเทศ / Local Article
Subject Topic: 50 ปีแห่งกีฬานกพิราบแข่งในประเทศไทย Post ReplyPost New Topic
Author
Message << Prev Topic | Next Topic >>
TRPF.
Admin Group
Admin Group
Avatar

Joined: 27/December/2005
Location: Thailand
Online Status: Offline
Posts: 134
Posted: 10/March/2006 at 5:30pm | IP Logged Quote TRPF.

50 ปีแห่งกีฬานกพิราบแข่งในประเทศไทย

เรียบเรียงโดย เครื่องจักรบิน

 

         ถ้าจะกล่าวถึงความเป็นมาของวงการนกพิราบแข่งในประเทศไทยเรานั้น คงจะต้องขอย้อนยุคเริ่มต้นที่สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณปี พ.ศ. 2484 ในสมัยนั้นการเลี้ยงนกพิราบจะอยู่ในกลุ่มพ่อค้าชาวจีน

ที่เข้ามาตั้งรกรากค้าขายอยู่ในประเทศไทย ซึ่งกลุ่มนักเลี้ยงนกเหล่านี้ก็จะอยู่แถว เยาวราช,สำเพ็ง การแข่งนกในสมัยนั้นก็ยังไม่กว้างขวางนักและการแข่งขันส่วนใหญ่ จะใช้วิธี เมื่อนกบินกลับมาถึงจากจุดปล่อยแข่งก็จะนำนกวิ่งมาที่จุดนัดพบไ ม่มีนาฬิกาจับเวลานก ไม่มีการต่อระยะทางอากาศ นกแข่งก็ไม่มีห่วงขา นกที่ใช้แข่งกันในสมัยนั้นก็เป็นนกพิราบพันธุ์ที่มาจากเมืองจีน ตัวเล็ก,ปากสั้นๆ เป็นนกพันธุ์ที่สามารถบินได้แค่ระยะใกล้ๆการแข่งในยุคนั้นจึงไก ลสุดแค่อยุธยา,แม่กลองหรือชลบุรี ชื่อของท่านเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นกลุ่มผู้เลี้ยงนกพิราบแข่งกลุ ่มแรกของเมืองไทย คุณอุยเพียว แซ่แต้, คุณชิต เจียรสนอง, คุณก่ำ แซ่แต้, คุณรังสิต สมบูรณ์สาร, คุณซุ้ย แซ่เฮ้ง, คุณแสง บุษราเทพกุล, คุณเกษม ก่อกิจ และยังมีอีกหลายท่าน ช่วงก่อนการเกิดสงครามโลกครั้งที่สองนักเลี้ยงนกอีกท่านหนึ่งซึ ่งมีบทบาทสำคัญมากสำหรับวงการนกพิราบแข่งและเรียกได้ว่าท่านคือ บิดาแห่งวงการนกพิราบแข่งไทย คุณประทีป พยัคฆาภรณ์ ผู้ซึ่งเรียนจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ได้เดินทางกลับมาเมืองไทยโดยท่านได้นำนกพิราบแข่งกลับมาด้วย และนกพิราบแข่งที่ท่านได้นำกลับมาด้วยนี้ถือได้ว่าเป็นนกพิราบแ ข่งพันธุ์แรกของเมืองไทย มันคือนกสายพันธุ์ ออสแมน และท่านยังได้ให้คำแนะนำวิธีการเลี้ยงพร้อมทั้งแบ่งปันพันธุ์นก ให้กับเพื่อนนักเลี้ยงนกอีกด้วย                                                       

         หลังจากนั้นไม่นานสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้บังเกิดขึ้นทหารญี่ ปุ่นยกทับเข้ามาประเทศไทย ซึ่งการแข่งนกพิราบในช่วงนั้นก็ต้องยุติลงในทันที และเมื่อเกิดสงครามในยุคสมัยนั้นไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลกกลุ่มผ ู้ที่จะถูกทหารผู้รุกรานเพ่งเล็งเป็นพิเศษนั่นคือพวกที่เลี้ยงน กพิราบ เพราะนกพิราบคือสัตว์เลี้ยงที่สามารถนำส่งสารต่างๆหรือแม้แต่กร ะทั่งติดกล้องเพื่อถ่ายภาพทางอากาศได้ ดังนั้นผู้ที่เลี้ยงนกพิราบแข่งในยุคนั้นหลายท่านก็ถูก

ทหารญี่ปุ่นไปหาถึงบ้านหรือไม่ก็ถูกนำไปสอบสวน คุณประทีป เองก็มีทหารญี่ปุ่นไปหาที่บ้านหลายครั้ง ท่านจึงตัดสินใจเลิกเลี้ยงในช่วงนั้น ทหารญี่ปุ่นเองก็นำนกพิราบสื่อสารของตนเองเข้ามาเหมือนกันโดยผู ้เขียนเองเคยได้รับคำบอกเล่าจาก คุณลุงสงวน ชื่นอนุกูล (อดีตนักเลี้ยงนกย่านพระโขนงผู้ล่วงลับ) ซึ่งท่านเคยถูกเกณฑ์ให้ไปช่วยงานทหารญี่ปุ่นในสมัยนั้นว่า นกพิราบสื่อสารของทหราญี่ปุ่นนั้นมีลักษณะคล้ายนกจีนแต่จมูกโตก ว่าและขาสั้น เมื่อสิ้นสุดสงครามท่านเองยังได้นกญี่ปุ่นมาเลี้ยงพวกมันบินได้ ไกลกว่านกจีนแต่เมื่อส่งแข่งแล้วยังแพ้พวกนกพันธุ์ต่างประเทศ

         ภายหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองได้สิ้นสุดลงประมาณปี 2490 กลุ่มผู้เลี้ยงนกได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้งจุดที่ชุมนุมก็ยังค งเป็นแถบเดิมนั่นคือเยาวราช สถานที่ก็คือตึกเก้าชั้น และเมื่อสมาชิกมากขึ้นก็มีการมารวมกลุ่มกันที่วงเวียน 22 กรกฎา กลุ่มสมาชิกจึงมีความคิดว่าเราควรจะจัดเป็นสมาคม จึงนำเรื่องไปปรึกษา คุณบุญส่ง พึ่งสุนทร ซึ่งท่านก็ได้แนะนำให้เข้าร่วมกับสมาคมสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสมาคมที่มีก่อตั้งอยู่ก่อนแล้ว และกลุ่มนักเลี้ยงนกพิราบเหล่านี้จึงเข้าเป็นสมาชิกสมาคมสัตว์เ ลี้ยงและใช้ชื่อในการจัดการแข่งขันว่า สมาคมสัตว์เลี้ยง(แผนกนกพิราบแข่ง) โดยมี คุณบุญส่ง พึ่งสุนทร เป็นนายกสมาคมคนแรก และถ้วยพระราชทานใบแรกของวงการนกพิราบแข่งไทย ก็เริ่มต้นที่สมาคมสัตว์เลี้ยง   การจัดการแข่งขันในช่วงแรกหลังสงครามโลกครั้งที่สองได้จัดขึ้นท ี่สวนลุมพินี บริเวณหอนาฬิกา ที่นี่ได้มีสมาชิกมากขึ้นกว่าเดิม ซึ่งบุคคนสำคัญที่พอทราบชื่อได้ก็มี คุณปรีดา บุรณศิริ, คุณชิด เจียรสนอง, คุณสุวิทย์ ธรรมชีพเจริญ (จี้เม้ง) พร้อมทั้ง คุณประทีป พยัคฆาภรณ์ ก็ได้กลับมาเลี้ยงแข่งอีกครั้งในช่วงปีพ.ศ. 2503 และได้สั่งนกนอกจากต่างประเทศเข้ามาอีกครั้ง มีสายพันธุ์ แวนเดนบรุ๊ค, คริสโตเฟอร์, วิกโรบินสัน และสายพันธุ์ สแลบิ้ง อันโด่งดังในยุคนั้นก็มีเข้ามาด้วย เมื่อกล่าวถึงนกต่างประเทศหรือที่เราๆท่านๆเรียกกันว่านกนอกนั้นในอดีตที่ผ่านมา

ไม่ได้มีกันแพร่หลายและหาซื้อง่ายขายคล่อง สั่งผ่านกันทางอินเตอร์เน็ทได้เหมือนในปัจจุบันนะครับ ในช่วง พ.ศ. 2503 ก็มีนักนักเลี้ยงนกอีกท่านหนึ่งที่สั่งนกนอกเข้ามาเพื่อทั้งเลี ้ยงแข่งเอง และสั่งมาเพื่อจำหน่ายเขาคือ คุณสุชาย จินดาสม หรือ เปี๊ยก มูนไลท์ ผู้ซึ่งมีความรู้เรื่องราวของประวัติและพันธุ์นกมากที่สุดท่านห นึ่งในเมืองไทยในยุคนั้น ช่วงแรกที่สั่งมาก็เป็นสายพันธุ์ ไฮซ์เก่น แวน เรียล ในชุดนั้นผู้ที่นำไปเล่นแล้วได้ผลก็คือ คุณพีร์ รจนานนท์, คุณสุวิทย์ ธรรมชีพเจริญ (จี้เม้ง) และคุณเปี๊ยกก็ยังคงเป็นผู้ที่สั่งนกนอกเข้ามาอีกหลายชุด คุณสุชาย จินดาสม (เปี๊ยก) จัดได้ว่าเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของกรงดังๆอีกหลาย กรงในยุคนั้นด้วยนกนอกที่เขาสั่งเข้ามา คุณธนะ ธรรมาชีวะ ซึ่งเป็นผู้ใหญ่ของวงการนกพิราบแข่งของเมืองไทยอีกท่านหนึ่งได้ เล่าถึงบรรยากาศของการแข่งขันในช่วงนั้นให้กับผู้เขียนฟังว่า วิธีการแข่งขันเริ่มด้วยการรับนกเข้าแข่งขันในวันเสาร์ เมื่อนกที่ส่งเข้าแข่งในสมัยนั้นไม่มีห่วงขาก็ใช้วิธีการประทับ ตรายางลงบนปีกนกโดยให้ผงหมึกส่วนหนึ่งติดอยู่บนใบปีกนกและอีกส่ วนหนึ่งอยู่บนกระดาษขาว ซึ่งเปรียบเสมือนใบส่งนก เมื่อนกกลับจากการแข่งในวันอาทิตย์เจ้าของนกจะต้องนำนกของตนมาย ังหอนาฬิกาสวนลุมพินีให้เร็วที่สุด เนื่องจากในสมัยนั้นยังไม่มีนาฬิกาบันทึกเวลานกพิราบแข่ง วิธีการที่จะนำนกมาก็มีตั้งแต่วิ่ง,ขี่จักรยานไปจนถึงจักรยานยน ต์ ซึ่งกรงที่มีฐานะดีหน่อยก็ใช้รถจักรยานยนต์ระดับ 500 – 750 ซีซี เมื่อถึงเวลานกกลับ ท่านจะได้ยินเสียงรถมอร์เตอร์ไซค์ควบมาแบบสุดชีวิตชนิดลืมตายเพ ื่อให้นำนกมาถึงหอนาฬิกาสวนลุมก่อนใคร สำหรับบริเวณใต้หอนาฬิกานั้นกรรมการของสมาคมจะนำกรงตับมาเรียงไ ว้พร้อมทั้งติดหมายเลขลำดับเอาไว้ที่กรง 1-2-3-4-5 เมื่อนกของใครมาถึงก่อนก็จะนำเข้าสู่กรงตามหมายเลข วิธีการตรวจว่านกตัวนั้นๆได้ถูกส่งเข้าแข่งจริงหรือไม่ก็คือการ นำเอานกกางปีกออกตรวจสอบว่าตราที่ได้ประทับเอาไว้ในวันส่งนกต่อ กันได้พอดีกับในกระดาษในวันส่งนกหรือไม่ถ้าใช่ก็ OK.เป็นนกที่ถูกส่งเข้าแข่งจริง การแข่งขันนกพิราบแข่งเป็นเช่นนี้ได้ซักระยะหนึ่งก็เริ่มเกิดคว ามขัดแย้งกันในหมู่นักเลี้ยงนก ก็เนื่องมาจากผู้ที่มีกรงไกลจากหอนาฬิกาเสียเปรียบผู้ที่มีกรงอ ยู่ใกล้หอนาฬิกา การต่อเวลาทางอากาศก็ไม่มี นาฬิกาจับเวลาก็ไม่มีดังนั้นผู้ที่มาถึงหอนาฬิกาได้เร็วกว่าคือ ผู้ชนะ! เมื่อพูดถึงนาฬิกาจับเวลานกพิราบแข่งนั้น 4 เรือนแรกที่มีในประเทศไทยเราได้ถูกสั่งเข้ามาโดย คุณบุญส่ง พึ่งสุนทร นั้นคือนาฬิกายี่ห้อ สกายมาสเตอร์ (SKY MASTER) เข้ามาจากประเทศอังกฤษ ในระยะแรกนั้นห่วงขาอย่างที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนั้นยังไม่ มี ห่วงขาที่ใช้เป็นแบบ Made in Thailand hand made ทำจากอลูมิเนียม นำมากลึงลบเหลี่ยมแล้วนำมาตอกหมายเลขอีกทีหนึ่ง และก็ยังมีห่วงแบบที่สามารถเปิดอ้าได้สำหรับใส่นกที่ไม่ได้ใส่ห ่วงขาตั้งแต่แรกเกิด ส่วนผู้ที่ผลักดันให้มีการนำห่วงขาจากต่างประเทศมาใช้ก็คือ คุณปรีดา บุรณศิริ มีการนำเข้ามาใช้ในปี พ.ศ. 2502 ( ค.ศ. 1959 ) ห่วงขาชุดแรกที่นำเข้ามาราคาขายอันละ 1 บาท มีอยู่ด้วยกันสองสีให้เลือกคือ สีทองแดงอ่อนและสีขาวและ คุณปรีดา บุรณศิริ ยังเป็นผู้ที่นำอุปกรณ์นกต่างๆเข้ามาเผยแพร่ให้ใช้กันเช่น จานไข่,ไข่ปลอม,ชิ่งกันชนและตระกร้าใส่นกรูปแบบที่ใช้กันในปัจจ ุบัน และเมื่อสมาชิกมีมากขึ้นปัญหาขัดแย้งก็มีมากขึ้นเป็นธรรมดา จึงมีสมาชิกแตกกลุ่มออกไปตั้งสมาคมใหม่นั่นคือสมาคมนกพิราบแข่งแห่งประเทศไทย ( RACING PIGEON ASSOCIATION OF THAILAND ) ก่อตั้งสมาคมในปี พ.ศ. 2503 โดยมีอดีตอธิปดีกรมตำรวจ พลเอก ไสว ไสวแสนยากร  เป็นนายกกิตติมศักดิ์ท่านแรก ในเวลาต่อมาจึงเป็น นายแพทย์ อำนวนกอวัฒนา เป็นนายกสมาคม และภายหลัง สมาคมส่งเสริมการเพาะพันธุ์และการกีฬาแข่งนก    ( CHAMPIONSHIP HOMEING ASSOCIATION )  จึงได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2508 โดยมี         คุณประทีป พยัคฆาภรณ์ เป็นนายกสมาคม เมื่อมีนาฬิกานกพิราบแข่งมาใช้ในการแข่งขันก็มีการต่อระยะทางอา กาศขึ้น แต่การต่อทางอากาศไม่ใช่เป็น เมตร/นาที เหมือนในปัจจุบันที่เราใช้กันอยู่นะครับ สมัยนั้นใช้การต่อระยะอากาศแบบเป็น “ช่อง” โดยกำหนดให้หนึ่งช่องอากาศมีระยะทางเท่ากับ 225 เมตรและคิดเป็นเวลาที่นกบินต่อช่องเท่ากับ 10 วินาที ดังนั้นกรงนกที่ตั้งอยู่ต้นทางจะต้องต่อให้กับกรงปลายทางทุกๆ 225 เมตรเท่ากับ 10 วินาที การต่อระยะทางอากาศแบบนี้ยุคนั้นใช้กันทั้งสามสมาคม ในช่วง พ.ศ. 2510 สามาคมส่งเสริมได้จัดให้มีการแข่งขันประเภทนกทีมเกิดขึ้น การแข่งขันแบ่งออกเป็นสองประเภท คือประเภท ก. นกไม่จำกัดอายุ และประเภท ข. นกอายุปีเดียว โดยกำหนดให้สมัครได้ 1 ทีม มีจำนวนนก 5 ตัว แต่ละกรงจะสมัครได้ประเภทละหนึ่งทีม นกที่ติดอันดับการแข่งขันหนึ่งครั้ง จะได้คะแนน 1 คะแนนต่อนกหนึ่งตัว นกพิราบทีมใดมีคะแนนมาก นกทีมนั้นก็จะเป็นผู้ชนะ หากคะแนนของนกทีมใดเท่ากันก็เอาลำดับการแข่งขันที่ได้ของนกทีมน ั้นรวมกัน แล้วหารด้วยคะแนนของนกทีมนั้น ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจากการหารทีมไหนน้อยที่สุดคือผู้ชนะ การแข่งขันนั้นจะเริ่มนับคะแนน 5 จุดหลัง คือ นครสวรรค์,พิษณุโลก,อุตรดิตถ์,ลำปาง,แม่จันทร์ ผลการแข่งขันในปีนั้น คุณฉลอง เหมรักษณ์ กวาดรางวัลชนะเลิศไปคนเดียวทั้งสองประเภท (ก.และ ข.)      

 เมื่อเอ่ยลึงนักเลี้ยงนกที่มีความสามารถในยุค พ.ศ. 2511-2513 ผมคงจะผ่านเลยและไม่กล่าวถึงนักเลี้ยงนกท่านนี้ไปไม่ได้แน่ เพราะท่านผู้นี้และนกของท่านคือผู้ที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับ วงการนกพิราบแข่งเมืองไทย ท่านคือ

คุณไพโรจน์ เอี่ยมทวี และนกตัวดังที่สุดของเมืองไทยก็ว่าได้นั่นคือ ชมจันทร์ ด้วยความสามารถของทั้งเจ้าของนกและตัวของเจ้าชมจันทร์เอง ทำให้ชื่อของทั้งสองเป็นที่จดจำมาจนถึงทุกวันนี้

 ชมจันทร์  หมายเลขห่วงขา C 67 N 0077 สีเทาปีกขาว เพศเมีย เป็นนกผสมข้ามสายพันธุ์ สเล็บบิ้ง + ครีสโตเฟอร์

มีผลการแข่งขันที่สำคัญคือ

 ชนะที่ 2 แม่จัน ระยะทาง 720 km.แข่งเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2512 บินกลับถึงกรงเวลา  21:48 น.

 ชนะที่ 1 แม่จัน ระยะทาง 720 km.แข่งเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2513 บินกลับถึงกรงเวลา 17:58 น. “ครองถ้วยพระราชทาน”

 ชนะที่ 1 เชียงราย ระยะทาง 690 km.แข่งเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2513 บินกลับถึงกรงวเลา 22:25 น. “ครองแชมป์เอเซีย”

        เมื่ออายุได้ 4 ปี ส่งเข้าแข่งขันชนะที่ 14 เชียงใหม่ และในอาทิตย์ต่อมา ขณะที่ คุณไพโรจน์ เอี่ยมทวี ผู้ซึ่งเป็นเจ้าของ ได้นำไปซ้อมในระยะใกล้ๆปรากฏว่าเจ้าชมจันทร์ประสพอุบัติเหตุหาย ไป นับว่าเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง

        การที่นกมสามารถบินกลับกรงได้ในเวลากลางคืนในยุคสมัยนั้นไม่ค่อ ยมีใครจะเชื่อว่าจะเป็นไปได้ จึงมีการไปเฝ้ากรงคุณไพโรจน์ เอี่ยมทวี ในการแข่งขัน ( น่าจะเป็นจุดเชียงราย ) ปรากฏว่า ชมจันทร์ สามารถบินกลับมาได้ในเวลากลางคืนจริงๆ ก็ได้รับเสียงปรบมือแสดงความยินดีจากผู้ที่ไปเฝ้านกในคืนวันนั้ น คุณไพโรจน์ เอี่ยมทวี เสียชีวิตหลังจากที่ ชมจันทน์ หายไปได้ไม่นาน บ้างก็ว่าตรอมใจเพราะการจากไปอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ของชมจันทร ์ หากเป็นเช่นนั้นจริงก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันธ์ขอ งเจ้าของนกที่มีให้กับนกพิราบที่เขารัก

        การล่ำลือถึงความสามารถของชมจันทร์ ที่บินได้ในตอนกลางคืนนั้นทำให้เกิดการพยายามฝึกนกให้บินได้อย่ าง ชมจันทร์ ในอีกหลายๆกรง เพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่งเคยเล่าให้ผมฟังว่าสมัยที่เค้าเด็กๆ ชมจันทร์ ดังมากเค้าและเพื่อนๆที่เลี้ยงนกอยู่ระแวกเดียวกันได้ชวนกันนำน กของตนเองไปปล่อยในเวลากลางคืนในระยะห่างจากกรงไม่เกิน 3 กม. เพื่อหมายจะให้มันบินกลับกรงอย่าชมจันทร์ ผลปรากฏว่าบางตัวกลับมาในสภาพ ขนหน้าอกแหว่งหายไปเพราะน่าจะบินชนเสาอากาศทีวี. บางตัวปีกหักกลับมาตอนเช้าหรือบางตัวไม่กลับมาให้เห็นอีกเลย ( คาดว่าน่าจะถูกแมวรับประทานไปเรียบร้อย ) นี่ก็เป็นความโด่งดังของนกพิราบแข่งที่ชื่อ “ชมจันทร์” และโดยส่วนตัวผมเองคิดว่ามันเป็นนกพิราบแข่งที่มีความสามารถพิเ ศษและความแม่นยำแน่นอนในการบินระยะทางไกล ด้วยสถิติที่ยอดเยี่ยมตามที่ปรากฎให้เห็นเป็นสิ่งที่ยืนยันในคว ามสามารถทั้งเจ้าของและนกครับ

         ตามที่ผมได้กล่าวไว้ตอนต้นว่าการต่อระยะทางอากาศในบ้านเราช่วงเ ริ่มแรกนั้นใช้ต่อระยะแบบเป็นช่องโดยใช้การต่อช่องละ 10 วินาที ซึ่งผลการแข่งขันส่วนใหญ่ถ้วยรางวัลจะตกอยู่กับกรงแถบต้นทาง เช่นแถวบางซื่อ,พญาไท,ดุสิต ทำให้สมาคมนกพิราบแข่ง จำกัดเขตในการแข่งขัน โดยสายเหนือให้ยึดเอาถนนศรีย่านไปออกปากคลองประปาเป็นเขต หากกรงไหนเลยขึ้นไปก็ห้ามส่งแข่ง สายตะวันออกก็เช่นเดียวกันหากกรงใดเลยบางจากขึ้นไปก็ห้ามส่งแข่ ง แต่ถึงกระนั้นนกที่อยู่ต้นทางก็ยังชนะอยู่ดี เมื่อเป็นเช่นนั้นสมาชิกกลุ่มที่อยู่แถบกลางๆเมืองและปลายทางก็ เข้าชื่อกันคัดค้านการต่อระยะทางอากาศช่องละ 10 วินาที โดยมี คุณตุ๊ แซ่กัง เป็นผู้นำในการเข้าซื่อในครั้งนั้นขอให้สมาคมเปลี่ยนการต่อระยะ ทางอากาศเป็นช่องละ 12 วินาที หนึ่งช่องเท่ากับ 225 เมตร ซึ่งก็เท่ากับความเร็วชั่วโมงละ 69 กิโลเมตรเศษ ทางสมาคมก็ได้พิจารณาหาข้อมูลและได้ประชุมกันลงมติให้เริ่มใช้ก ารต่อระยะทางอากาศช่องละ

12 วินาทีในปี พ.ศ. 2514 เป็นต้นมา ทำให้ผู้ที่เลี้ยงนกอยู่ปลายทางจึงได้เปรียบการต่อเวลาเท่ากับผ ู้ที่อยู่ต้นทาง เพราะความเร็วเฉลี่ยชั่วโมงละ 69 กิโลเมตรเศษนี้ แต่ในความเป็นจริงนั้นนกพิราบสามารถบินได้เร็วกว่าชั่วโมงละ 70 กิโลเมตร และจะเร็วยิ่งขึ้นไปอีกถ้ามีลมส่งท้าย เมื่อการแข่งขันนกพิราบในบ้านเราดำเนินมาถึงช่วงนี้ความได้เปรี ยบเสียเปรียบในเรื่องระยะต่อทางอากาศและทิศทางการเข้าของนกเริ่ มมีสมาชิกพูดถึงกันมากขึ้น สมาคมสัตว์เลี้ยงจึงเป็นสมาคมแรกที่ต้องการแก้ไขปัญหานี้และต้อ งการให้มีสมาชิกสามารถเข้าร่วมแข่งขันกันได้ในวงที่กว้างขึ้น สมาคมสัตว์เลี้ยงได้นำระบบการแข่งขันแบบต่างประเทศที่ใช้ดำเนิน การแข่งขันเข้ามาใช้ นั่นคือการแข่งขันแบบแบ่งเขตโดยเริ่มต้นนั้นสมาคมสัตว์เลี้ยงแบ ่งเขตออกเป็น 5 เขตดังนี้ครับ

 เขต 1 คือบริเวณตอนเหนือของกรุงเทพมหานคร (บริเวณย่านเกียกกาย) มี คุณสืบพงษ์ ศรกาญจน์ เป็นหัวหน้าเขต  

 เขต 2 คือบริเวณใจกลางกรุงเทพมหานคร (บริเวณย่านปทุมวัน) มี คุณติ้งย้ง แซ่เอี๊ยบ เป็นหัวหน้าเขต

  เขต 3 คือบริเวณต่อจากใจกลางกรุงเทพมหานคร (บริเวณย่านตรอกจันทร์) มี คุณอนันต์ เลิศวศิน เป็นหัวหน้าเขต

  เขต 4 คือบริเวณด้านตะวันออกของกรุงเทพมหานคร (บริเวณย่านพระโขนง) มี คุณเชวง เกษมกรกิจ เป็นหัวหน้าเขต

  เขต 5 คือบริเวณด้านตะวันตกของกรุงเทพมหานคร (บริเวณย่านฝั่งธนบุรี) มี คุณฉัตรชัย ตุลยกุล เป็นหัวหน้าเขต

ซึ่งเงินรางวัลนั้นสมาคมมีหลักเกณฑ์การแบ่งดังนี้ จากเงินรางวัล 100% เงินจะถูกแบ่งเป็น รางวัลสมาคม 25% รางวัลเขต 75% (หลังจากหักค่าใช้จ่ายและเงินบำรุงสมาคมแล้ว) ซึ่งนโยบาบการจัดการแข่งขันแบบแบ่งเขตในครั้งนั้นมี พ.ต.อ. ทวีศักดิ์ กสิวัฒน์ เป็นประธานจัดการแข่งขัน และประกาศให้เริ่มใช้ ณ.วันที่ 28 สิงหาคม 2518 ซึ่งในเวลาต่อมาสมาคมก็มีเขตต่างๆเพิ่มขึ้นอีก เขต 6 ปากน้ำ,เขต 7 มหาชัย,เขต 8 นครปฐม ทำให้การแข่งขันนกพิราบแข่งได้ขยายวงกว้างออกไปอีก

        ถ้าจะกล่าวถึงสื่อต่างๆหรือหนังสือที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่อ งของนกพิราบแข่งในยุคสมัยนั้นซึ่งยังไม่ใช่ยุค Internet ข่าวสารไร้พรมแดนอย่างในยุค 2000 ที่ทั่วโลกต่างรับรู้ข่าวสารกันอย่างรวดเร็วไร้ขีดจำกัดอย่างใน

ปัจจุบัน ในยุคนั้น ประมาณปี พ.ศ. 2516 – 17 ก็ได้มีหนังสือนกพิราบแข่งที่ออกวางจำหน่ายภายใต้ชื่อ “นิตยสาร นกพิราบแข่ง” ออกมาให้บรรดาสมาชิกนักเลี้ยงนกพิราบแข่งเมืองไทยได้อ่านกัน ด้วยราคาเล่มละ 6 บาท แต่ถ้าจะเปรียบเทียบกับคุณค่าของเนื้อหาและความตั้งใจที่ทีมงาน ผู้จัดทำมีให้กับวงการนกพิราบแข่งของเมืองไทยแล้วนั้น ผมคิดว่าคุ้มเกินคุ้มครับสำหรับความรู้ต่างๆที่ได้รับจากนิตยสา รเล่มนี้ โดยทีมงานของนิยสารนกพิราบแข่งในช่วงแรกเริ่มนั้นประกอบไปด้วย คุณกิจจา ตั้งวิพัฒนพงค์ เป็นผู้บริหาร-เจ้าของ กองบรรณาธิการประกอบไปด้วย

คุณศรเทพ โกมุทบุตร, คุณธนะ ธรรมาชีวะ, คุณสมชาย อภิชาติประคัลภ์, คุณอรชุน ยมจินดา, คุณมานพ ตั้งวิพัฒนพงค์, ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์, คุณยุทธการ สัมโภชานนท์ โดยมี คุณวิเชียร นาคอินทนนท์ และ มล.วิม วัชรีวงค์ เข้ามาในช่วง ต่อมา ซึ่งท่านต่างๆเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นปรามาจารย์นักเขียนของวงการ นพิราบแข่งของเมืองไทย ท่านเหล่านี้นั้นเป็นทั้งครูในเรื่องนกพิราบแข่งให้กับนักเลี้ย งนกรุ่นใหม่และในขณะเดียวกันก็เป็นกระบอกเสียงให้กับเพื่อนนักแ ข่งนกไปยังสมาคมต่างๆในยุคนั้น ซึ่งแต่ละท่านก็มีลีลาการเขียนที่โดดเด่นแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นบทความวงการนกพิราบแข่งต่างประเทศนั้นต้องยกให้ผู้เขียน ที่ใช้นามปากกา “เทร็นตั้น” หรือคุณอรชุน ยมจินดา ผู้ซึ่งสามารถบรรยายบทความให้กับผู้ที่อ่านเหมือนได้เดินทางไปเ ห็นของจริงยังต่างประเทศจริงๆ  ถ้าเป็นบทความ “เยี่ยมกรงนก” ก็ต้องยกนิ้วให้ คุณสมชาย อภิชาติประคัลภ์ ที่ตามสัมภาษณ์กรงต่างๆที่ประสพความสำเร็จและถ่ายทอดวิธีการของ กรงแชมป์ เปี้ยนเหล่านั้นลงมาเป็นตัวหนังสือ ทำให้นักเลี้ยงนกรุ่นใหม่ๆได้ศึกษาและพัฒนาวิธีการเลี้ยงของเขา ให้ดีขึ้น คุณวิเชียร นาคอินทนนท์ ผู้ที่ใช้นามปากกา “คิงส์ด้อม” จากบทความ “รายการเราติเพื่อก่อ” นั้นถือได้ว่าเป็นกระบอกเสียงให้กับสมาชิกนักเลี้ยงนกไปสู่สมาค มนกพิราบในยุคนั้นอย่างแท้จริง คุณศรเทพ โกมุทบุตร,คุณธนะ ธรรมาชีวะ, ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ นั้นผมต้องขอเรียกท่านเหล่านี้ว่า “ฝ่ายวิชาการ” ไม่ว่าเนื้อหาต่างๆที่ท่านแปลมาจากภาษาต่างประเทศ หรือจะเป็นบทความในเชิงวิชาการที่ท่านเหล่านี้ได้ตั้งใจเขียนขึ ้นด้วยตนเองเพื่อเผยแพร่ให้กับเพื่อนๆนักเลี้ยงนกนั้นล้วนแต่มี คุณค่าและประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง ส่วนคุณยุธการ สัมโภชานนท์ นั้นถ้าจะเปรียบเทียบเป็นผู้สื่อข่าว itv ในยุคปัจจุบันก็ต้องเป็นผู้รายงานข่าวสดจากสถานที่จริง คือถ้ามีรายการแข่งขันจุดสำคัญๆเช่น ชิงถ้วยพระราชทาน คุณยุทธการ ก็มักจะได้รับความไว้วางใจให้เดินทางไปทำข่าวณ.จุดปล่อยจริง พร้อมทั้งเก็บภาพบรรยากาศต่างๆการให้น้ำนก,อุณหภมิตอนเช้าก่อนป ล่อย,ทิศทางลมขณะปล่อยตลอดจนเมื่อปล่อยนกแล้วนกบินวนอย่างไรมุ่ งหน้าไปในทิศทางใด และนำกลับมาเขียนเล่าเหตการณ์ต่างๆให้กับแฟนนิตยสารได้อ่านกันเ หมือนถ่ายทอดสดจากจุดปล่อย นอกจากนั้นยังมีคอลัมน์ที่ให้แฟนๆนักเลี้ยงนกที่มีข้อสงสัยหรือ ต้องการคำตอบจากปัญหาในการเลี้ยงนกของตนเอง โดยเฉพาะนักเลี้ยงนกหน้าใหม่ไม่รู้จะไปสอบถามใครดีหรือถามแล้วไ ม่ได้ข้อกระจ่างที่โดนใจ ก็ต้องเขียนจดหมายไปถามในคอลัมน์  “ลุงทีป ไขปัญหา” ซึ่งในยุคแรกๆของนิตยสารนกพิราบแข่งนั้น คุณประทีป พยัคฆาภรณ์ ท่านเป็นผู้ตอบปัญหาจากจดหมายของแฟนๆนิตยสารด้วยตนเอง และท่านสุดท้ายที่จะลืมกล่าวถึงมิได้ นั้นคือ คุณวิบูลย์ เอี่ยมสกุลวิวัฒน์ ผู้ซึ่งมีความสามารถถ่ายภาพนกพิราบแข่งได้ดีเลิศ จนใครๆต่างคิดว่ารูปนกพิราบที่นำมาลงหน้าปกนิตยสารนกพิราบแข่งน ั้นป็นฝีมือของนักถ่ายรูปนกมือระดับโลก แอนโธนี่ บอลตั้น ผู้โด่งดังแห่งเกาะอังกฤษและผู้เขียนเองก็คิดว่า คุณวิบูลย์ เอี่ยมสกุลวิวัฒน์ นั้นคือช่างภาพหมายเลขหนึ่งของวงการนกพิราบแข่งทุกยุคสมัยครับ

      จากการที่ นิตยสารนกพิราบแข่ง ถูกตีพิมพ์และสายส่งหนังสือได้จัดจำหน่ายไปทั่วประเทศทำให้เกิด ผู้สนใจกีฬานกพิราบแข่งขึ้นอย่างกว้างขวาง เกิดชมรมและกลุ่มผู้เลี้ยงนกพิราบแข่งตามจังหวัดต่างๆขึ้นอย่าง มากมาย ท่านผู้อ่านอาจจะคาดไม่ถึงว่าในสมัยนั้นต่างจังหวัดที่อยู่ไกลจ ากกรุงเทพมหานคร หลายร้อยกิโลเมตรจะมีชมรมนกพิราบแข่งกับเขาด้วย ผมจะลองยกตัวอย่างชมรมนกพิราบแข่งต่างจังหวัดที่มีในยุคสมัยนั้ นให้ท่านผู้อ่านได้ดูกันนะครับ ชมรมนกพิราบแข่งหัวหิน มีคุณถวนสูน แซ่ตั้ง และคุณวรชาติ ทัตตากร เริ่มเลี้ยงนกพิราบตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 และท่านทั้งสองเป็นผู้บุกเบิกวงการนกพิราบแข่งให้กับหัวหิน และยุคต่อมาผู้ที่มีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดชมรมนกพิราบแข่งหัวห ินก็คือ คุณนเรศ พีระพิมลจันทร์, คุณคนิศน์, โชคสุชาติ,คุณปิยะ เทียมทัศ,คุณโพธ ณ.ระนอง มีสมาชิกประมาณ 50 กรง . ชมรมนกพิราบแข่งจังหวัดชลบุรี เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2516 โดยมี คุณประดิษฐ์ จิตติวัฒนพงษ์ เป็นประธานชมรมคนแรก และบุคคลสำคัญอีกท่านหนึ่งก็คือ คุณละออ เฮงเจริญ สถานที่ที่ชุมนุมของสมาชิกในยุดแรกอยู่ที่ร้านประเสริฐการช่าง เริ่มการแข่งขันสายแรก พ.ศ. 2517 คือสายตะวันออกไปสุดที่อำเภอคลองใหญ่จังหวัดตราด ต่อมาสถานที่ชุมนุมของสามชิกนักเลี้ยงนกพิราบแข่งชลบุรีก็คือร้ าน เพื่อนนก ตรอกต้นจันทร์ (ไม่ใช่ร้านเพื่อนนกที่ตรอกจันทร์ของ เฮียกี้ นะครับ เดี๋ยวท่านผู้อ่านจะเข้าใจผิด) ในสมัยนั้นทางชมรมนกพิราบแข่งชลบุรี ได้จัดการแข่งขันขึ้นเองทั้งสายตะวันออกและสายอีสาน โดยสายอีสานนั้นจัดการแข่งขันถึงจังหวัดอุดรธานี ชิงถ้วยผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ที่สามารถชนะเลิศครองถ้วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นท่านแรก ก็คือ คุณประโยชน์ สิงหเนตรมนตรี ชมรมนกพิราบแข่งจังหวัดชลบุรีนั้น มีสมาชิกไม่ต่ำกว่า 100 กรง มีกรงนกพิราบแข่งทั้งเล็กใหญ่กระจัดกระจายอยู่มากมายทั้งในเขตตัวเมืองชลบุรี, อำเภอบ้านบึง, ศรีราชา, หนองชาก, หนองรี แต่ที่จะเป็นกลุ่มใหญ่หน่อยก็ต้องยกให้ กลุ่มบางทราย

 .ชมรมนักเลี้ยงนกแปดริ้ว ก็มีขึ้นในเวลาอันใกล้เคียงกันโดย คุณอาคม วุฒิศักดิ์ศิริกุล เป็นประธานชมรม สถานที่ตั้งชมรมอยู่ที่ร้าน ตั้งย่งจั๊ว มีสมาชิกประมาณ 20 กรง ซึ่งชมรมนกพิราบแข่งชลบุรีและชมรมนักเลี้ยงนกแปดริ้ว ก็เคยจัดการแข่งขันร่วมกัน .ชมรมนกพิราบแข่งจังหวัดนครปฐม มีคุณพิชัย ลักษมีพิเชษฐ์ เป็นประธานชมรม  มีกรรมการและเพื่อนสมาชิกที่สำคัญคือ คุณนพดล จึงสมานุกูล, คุณพิชาติ ปมาณิกรบุตร, คุณสมภพ จิตวิริยะนันท์, คุณสมศักดิ์ ทรัพย์อัประมัย ชมรมนกพิราบแข่งนครปรฐมในสมัยนั้นก็ปล่อยนกร่วมแข่งกับสมาชิกกร ุงเทพฯ มีสมาชิกประมาณ 50 กรง .ชมรมนกพิราบจังหวัดอุดรธานี นั้นก็เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่อยู่ไกลจากกรุงเทพมหานคร วัดระยะทางถนนก็ร่วม 600 กิโลเมตร เริ่มก่อตั้งชมรมในปี 2519 โดย คุณปรีชา พิเสฎศลาลัย, คุณสง่า อรุณยะเดช และคุณสมหวัง วงศ์อาจ สามท่านนี้เป็นแกนนำผู้ก่อตั้งชมรมนกพิราบแข่งจังหวัดอุดรธานี ซึ่งมีสถานที่ตั้งชมรมอยู่ที่ร้านสองพี่น้อง  การแข่งขันของสมาชิกที่นั่นจะต้องจัดแข่งกันเองไม่สามารถฝากสมา คมในกรุงเทพปล่อยแข่งได้เนื่องจากระยะทางที่ห่างไกลจากกรุงเทพฯ มาก จุดปล่อยในการแข่งขันจึงต้องปล่อยตามจังหวัดใกล้เคียงเช่น ขอนแก่น,เลย,หนองคาย,สกลนคร ซึ่งชมรมนกพิ ราบอื่นๆที่อยู่ไกลจากกรุงเทพฯในสมัยนั้นเช่น ชมรมนกพิราบแข่งจังหวัดพิษณุโลก, ชมรมนกพิราบแข่งจังหวัดเชียงใหม่ ก็ใช้วิธีปล่อยจัดแข่งด้วยตนเองเช่นกัน แต่ที่ดังที่สุดในวงการนกพิราบแข่งต่างจังหวัดใน พ.ศ. 2519 ก็เห็นจะเป็น กรง ธเนศ – เปเล่ แห่งมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร ถึงแม้จะเป็นเขต 7 ของสมาคมสัตว์เลี้ยง ซึ่งอยู่นอกเขตกรุงเทพฯ แต่ก็สามารถครองถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ในจุดการแข่งขันเถิน ซึ่งถือเป็นประวัติศาสตร์ครั้งแรกของเมืองไทย และเมื่อดูสถิติผลการแข่งขันของกรงนี้ก็ต้องยอมรับครับว่าเก่งจ ริงๆ หลังจากการชนะครั้งนั้นของ กรง ธเนศ – เปเล่ ก็ทำให้เกิดข้อถกเถียงกันถึงเรื่องการต่อระยะอากาศที่ใช้กันอยู ่ในขณะนั้นเป็นแบบช่อง ควรจะเปลี่ยนเป็นการใช้อัตราความเร็วในการบินของนก เมตร/นาที เหมือนดังที่ทั่วโลกนิยมใช้กันนำมาใช้ในการแข่งขันของบ้านเราได ้แล้ว

         ในช่วงกลางปี พ.ศ. 2520 มีข่าวหนาหูขึ้นในวงการนกพิราบแข่งว่าจะมีการก่อตั้งสมาคมใหม่เ กิดขึ้น โดยการนำของกลุ่มนักธุรกิจใหญ่หลายท่าน และแล้วข่าวดังกล่าวนั้นก็เป็นความจริง สมาคมที่ก่อตั้งใหม่นี้คือ สมาคมผู้เลี้ยงนกพิราบสื่อสารแห่งประเทศไทย (THE HOMING PIGEON FEDERATION OF THAILAND) ได้รับใบอนุญาตก่อตั้งสมาคม เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2520 โดยมี พ.ต.อ.ทวีศักดิ์ กสิวัฆน์ เป็นผู้ที่ยื่นคำร้องในการขอตั้งสมาคม และได้รับใบอนุญาตเลขที่ 161/2520 และต่อไปนี้คือรายชื่อผู้ร่วมก่อตั้ง สมาคมผู้เลี้ยงนกพิราบสื่อสารแห่งประเทศไทย ครับ

                        1.คุณประคุณ  ตั้งชัยศักดิ์                            นายกสมาคม

                        2.คุณธนินทร์  เจียรวนนท์                   

                        3.คุณเกียรติ  หงส์จารุ                          

                        4 พ.ต.อ. ทวีศักดิ์  กสิวัฒน์                                              

                        5.คุณสุรจิตร  ก้องวัฒนา                          

                        6.คุณวัลลถ  เจียรวนนท์                             

                        7.คุณยงชัย  กิตติก้องนภา                           

                        8.คุณวิเชียร  สุวรรณพงษ์                           

                        9.คุณดำรงค์  รัตนมณีจรัส                           

                     10.คุณศรเทพ  โกมุทบุตร                              

                     11.คุณบัญชา  ตุลาธรรมธร                            

                     12.คุณสุชาติ  เชี่ยวสกุล                                 

                     13.คุณทินกร  มั่นคงเจริญ                             

                     14.คุณเพิ่มศักดิ์  ปิติธนสารสมบัติ                

การประชุมเพื่อแถลงนโยบายของ สมาคมผู้เลี้ยงนกพิราบสื่อสารแห่ประเทศไทย จัดขึ้นครั้งแรกในช่วงเที่ยงวันของวันที่ 24 สิงหาคม 2520 ณ.ภัตตาคารปักกิ่งโดยมี คุณปคุณ ตั้งชัยศักดิ์ เป็นผู้แถลงนโยบายของสมาคม มีผู้เข้าร่วมประชุม 37 ท่าน วันเปิดสมาคมอย่างเป็นทางการถูกจัดขึ้นในวันมหามงคลซึ่งตรงกับว ันที่ 5 ธันวาคม 2520 วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการทำพิธีเปิดป้ายสมาคมและทำบุญเลี้ยงพระโดยมี พล.ต.ต.ชลิต บุลสุวรรณ เป็นประธานในพิธี และสมาชิกผู้มีเกียรติจากต่างประเทศเข้าร่วมงานและกล่าวคำแสดงค วามยินดี กับสมาคมผู้เลี้ยงนกพิราบสื่อสารแห่งประเทศไทย เช่น มร.แอนดี้ แกรแฮม จากประเทศออสเตรเลีย มร.โอตะ จากประเทศญี่ปุน มร.โค้ว จงฮุย จากไต้หวัน การเกิดสามาคมใหม่ในครั้งนี้ทำให้วงการนกพิราบแข่งบ้านเราตื่นต ัวและทุกสมาคมเกิดการพัฒนาสิ่งต่างๆตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นระบบการจัดการแข่งขัน รถปล่อยนกที่เดิมใช้เข่งปล่อย ก็หันมาใช้กรงเหล็กสำหรับปล่อยนกอย่างที่เราเห็นกันอยู่ในปัจจุ บัน

         ในช่วง พ.ศ. 2521 วงการนกพิราบแข่งเมืองไทยเรานั้นได้เกิดการพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นห นึ่ง นั่นคือเกิดมีกรงรวม หรือที่เราๆเรียกกันว่า กรงอินเตอร์ (International Loft) ซึ่งเป็นการแข่งขันแบบนกกรงเดียว โดยผู้ที่คิดริเริ่มให้เกิดกรงอินเตอร์ ขึ้นในประเทศไทยเป็นครั้งแรกนี้ก็คือ คุณธนินทร์ เจียรวนนท์,คุณปคุณ ตั้งชัยศักดิ์ และคุณสุจิตร ก้องวัฒนา ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้สมาชิกที่ต้องการ พิสูจน์สายพันธุ์นกและความสามารถของนกอย่างแท้จริงโดยใช้กรงอิน เตอร์เป็นที่รวมนกของสมาชิกที่ต้องการสมัครเข้าแข่งขัน นกทุกตัวจะได้รับการเลี้ยงและผึกซ้อมโดยใช้วิธีเดียวกันหมด การแข่งนกทุกตัวจะมุ่งหน้าจากจุดปล่อยเพื่อกลับสู่กรงเดียวกันไ ม่เกิดความได้เปรียบหรือเสียเปรียบ ในเรื่องการต่อระยะทางอากาศ จึงทำให้กรงอินเตอร์เป็นกรงที่สามารถพิสูจน์สายพันธุ์นกพิราบแข ่ง และช่วยให้สมาชิกที่อยู่ต่างจังหวัดหรือไม่มีเวลาเลี้ยงแข่งสาม ารถฝากนกของตนเองเข้าแข่งได้ กรงอินเตอร์กรงแรกในเมืองไทยสร้างเสร็จเมื่อประมาณเดือน เมษายน 2521 สถานที่ตั้งกรงครั้งแรกอยู่ที่ ชั้น 3 ของอาคารบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ ในซอยเย็นจิตร ถนนจันทร์ มีคุณสืบพงษ์ ศรกาญจน์ เป็นผู้จัดการกรง และในเวลาต่อมากรงอินเตอร์นี้ก็ได้ย้ายไปอยู่ที่ ถนนจัทร์ สะพาน 5 โดยใช้ชื่อว่ากรงอินเตอร์ ซี.พี. ที่นั่นมีกรงนกพ่อแม่พันธุ์ชั้นยอดซึ่งสั่งเข้ามาโดย คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ เพื่อหวังจะให้นักเลี้ยงนกในบ้านเราที่ยังขาดนกสายพันธุ์ที่ดีแ บ่งปันลูกนกไปเลี้ยง ในราคาที่ถูกมากถ้าเปรียบเทียบกับคุณภาพของนกสายเลือดดีของกรงด ังๆที่นำเข้ามา นั่นคือลูกนกราคาคู่ละ 1,000 บาท และคู่ละ 600 บาท ที่สำคัญผู้ที่ซื้อสามารถที่จะเลือกนกเข้าคู่เองได้ด้วย คุณธนิทร์ เจียรวนนท์ จึงนับได้ว่าเป็นทั้งผู้ที่สนับสนุนและเป็นผู้ที่เสียสละให้กับ วงการนกพิราบแข่งเมืองไทยเป็นอย่างมาก

         เมื่อกล่าวถึงการซื้อนกในสมัยก่อนนี้ บางท่านอาจจะสงสัยว่าแล้วพวกเด็กๆนักเลี้ยงมือใหม่หรือนักเลี้ย งที่ทุนทรัพย์มีน้อยเค้าไปซื้อนกกันที่ไหน ในสมัยก่อนนี้นอกจากตามหน่วยนกแล้วจะมีที่นิยมไปซื้อกันมากที่ส ุดก็คือ ตลาดนัดสนามหลวง และเพื่อให้ท่านผู้อ่านที่มีอายุเกินเลข 30 ขึ้นไปได้ลำลึกถึงบรรยากาศเก่าๆในครั้งนั้นและนักเลี้ยงรุ่นใหม ่จะได้ทราบกันว่าสมัยก่อนเขาทำกันอย่างไรก็เชิญตามผมมาได้เลยคร ับ... ตลาดนัดสนามหลวงจะมีเฉพาะในวันเสาร์อาทิตย์ ข้าวของที่ขายกันก็เหมือนตลาดนัดจัตตุจักรในสมัยนี้ หนึ่งในประเภทสินค้าที่วางขายก็คือ สัตว์เลี้ยงโดยบริเวณที่ถูกกำหนดให้ขายสัตว์เลี้ยงจะอยู่เยื้อง กับกรมประชาสัมพันธ์ฝั่งตรงข้ามกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และในจำนวนร้านที่ขายสัตว์เลี้ยงก็มีร้านขายนกพิราบแข่งและอุปก รณืต่างๆรวมอยู่ด้วย ร้านดังในสมัยนั้นก็มี ร้านนายกิ่ง สุรอารีกุล, ร้านนายเง็กทง แซ่ตั้ง (เจ้าของนกฉายา อินทรีย์แดง) ร้านนายเซียว, ร้านประเสริฐ แสงทอง (นายเก๊า) ราคาตัวนกก็อยู่ตั้งแต่ 20 บาทไปจนถึงหลักพันบาท ขึ้นอยู่กับความสวยของนก,ประวัติการบิน (อาจจะจากปากคนขายโม้เอาเอง) และสุดท้ายจากความพอใจของลูกค้าเองที่จะควักกระเป๋าจ่าย เนื่องจากพ่อค้าต้องเปิดราคามาสูงเป็นปกติอยู่แล้วหากนกตัวที่ท ่านต้องการเกิดสวย  จึงขึ้นอยู่กับการต่อรองของลูกค้า เมื่อได้นกแล้วก่อนกลับก็ต้องซื้ออาหารนกพิราบหรืออุปกรณ์นกพิร าบติดไม้ติดมือกลับบ้านซะหน่อย ราคาอาหารนกในสมัยนั้น ข้าวโพด กก.ละ 4 บาท,ข้าวเปลือก กก.ละ 3.50 บาท ถั่วแขก กก.ละ 12 บาท ถ้าเป็นข้าวรวมที่เขาผสมเอาไว้แล้วก็ กก.ละ 4 บาท (ส่วนใหญ่จะหนักไปทางข้าวฟ่าง ข้าวโพดมีให้ไม่มาก ส่วนถั่วที่เขาผสมเอาไว้ให้ในข้าวรวมก็จะเป็นถั่วเขียวแบบคุณภา พไม่ค่อยดี) อุปกรณ์ จานไข่ใบใหญ่ 5 บาท ใบเล็กก็ 4 บาท ไข่ปลอมอันละ 1บาท ห่วงขาอันละ 2 บาท ราคาทั้งหมดนี้ท่านผู้อ่านลองเปรียบเทียบกันดูกับสมัยนี้ที่ราค าค่าน้ำมันลิตรละ 26 บาท ดูสิครับที่อะไรๆก็แพง ผมหละอยากกลับไปเลี้ยงนกในสมัยนั้นจริงๆ

         วงการนกแข่งบ้านเราก็ต้องตกตะลึงอีกครั้งเมื่อการแข่งขันสายใต้ จุดสงขลา พ.ศ. 2521 มีนกที่ทำลายสถิติในการแข่งขัน คือสามารถบินกลับจากสงขลาได้ภายในวันเดียวซึ่งถือว่าเป็นสถิติใ หม่ การแข่งขันดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันศุกข์ที่ 22 มิถุนายน 2521 มีนกเข้าร่วมแข่งขันจำนวน 120 ตัว และตัวที่ชนะคือ THAI 77 – 11071 สีเทา เพศเมีย กลับถึงกรงเวลา 18:50:24 ทำเวลาในการบิน 12 ชั่วโมง 50 นาที 12 วินาที เจ้าของคือ คุณคุณเกรียงศักดิ์ ( การพิมพ์ฮ่องกง ) ได้รับเกียรติได้ครองถ้วยพระราชทานจุดสงขลาในครั้งนั้น ปีต่อมา 2522 ในจุดการแข่งขันเดียวกันแต่คนละสมาคมคราวนี้ย้ายมาเป็นฝั่งสมาค มสื่อสารบ้างผู้ที่สามารถครองถ้วยพระราชทานจุดสงขลาคือ คุณสกลศักดิ์ ตั้งเกษมจิตต์ (เฮียเว้ง) นักเลี้ยงนกย่านท่าดินแดงผู้ซึ่งโดดแด่นในการแข่งขันสายใต้ ในปีต่อมา คุณสกลศักดิ์ ตั้งเกษมจิตต์ ได้ตอกย้ำถึงความสามารถของเขาและสายเลือดนกแข่งในกรงด้วยการชนะ การแข่งขันจุดสงขลา ประจำปี 2523 คว้ารางวัลถ้วยพระราชทานมาครองได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน ในปีต่อมา (2524) คุณสกลศักดิ์ ได้ส่งนกเข้าแข่งในจุดสงขลา เพื่อป้องกันแช้มป์และหากเขาสามารถชนะในครั้งนี้เขาจะได้ครองถ้ วยพระราชทาน เป็นกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ การแข่งขันในครั้งนั้นนกพิราบแข่งจำนวน 214 ตัวได้ถูกปล่อยจากสงขลา วันที่ 5 ก.ค. 2524 ผลปรากฏว่าทีมนกของคุณสกลศักดิ์ ตั้งเกษมจิตต์ พลาดอันดับ 1 ไปอย่างน่าเสียดายซึ่งผลงานที่สามารถทำได้ในการแข่งขันวันนั้นก ็คือ ที่ 6,7,10,11,14,15,16,18,19 เป็นการทำสถิติใหม่อีกครั้งสำหรับการติดอันดับในจุดสงขลา ซึ่งถือได้ว่าผลการแข่งขันที่ผ่านมาของ คุณสกลศักดิ์ ตั้งเกษมจิตต์ แช้มป์ถ้วยพระราชทานสงขลาติดต่อกัน 2 ปี ก็ยากนักที่ใครจะเสมอเหมือนได้

           วงการนกพิราบแข่งบ้านเรานั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2524 กลุ่มผู้เลี้ยงนกพิราบแข่งในแถบฝั่งธนบุรี ได้จัดให้มีการประชุมครั้งใหญ่ขึ้นซึ่งจำวนสมาชิกที่เข้าประชุม ในครั้งนั้นมีจำนวน 47 คน โดยจุดประสงค์ใหญ่ในการประชุมก็เพื่อขอความเห็นชอบจากเพื่อนนัก เลี้ยงนกในย่านฝั่งธนบุรี เพื่อก่อตั้ง ชมรม นกพิราบแข่งธนบุรี ซึ่งสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมก็ให้คะแนนเสียงกันอย่างเป็นเอกฉัน ทั้ง 47 เสียง ต้องการให้ก่อตั้ง ชมรม นกพิราบแข่งธนบุรี สมาชิกจึงเลือกให้ คุณสมบูรณ์ บูรณ์พนากานต์ เป็นประธานชมรม คุณพรชัย รัตนสกุลพิศาล เป็นรองประธาน และจาการเริ่มต้นด้วย ชมรม นกพิราบแข่งธนบุรี นี่เองทำให้ภายหลังจากนั้นอีกไม่นานก็ได้เกิด สมาคมมิตรภาพกีฬาแข่งนก โดยมีกลุ่มแกนนำผู้ก่อตั้งสมาคมอยู่สี่ท่านคือ คุณสมบูรณ์ บูรณ์พนากานต์, คุณเนติ ตันติมนตรี, คุณพรชัย รัตนสกุลพิศาล,คุณวิชิต ศิริดำรงค์ศักดิ์ ซึ่งภายหลัง คุณสมบูรณ์ บูรณ์พนากานต์ ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมมิตรภาพกีฬาแข่งนก เป็นท่านแรก สมาคมมิตรภาพเริ่มจัดแข่งครั้งแรกในปี พ.ศ. 2525 โดยเริมจากสายใต้ ซึ่งมีถ้วยพระราชทานของ สมเด็จพระเจ้าภคิณีเธอเจ้าฟ้าหญิงเพชรรัตนราชสุดาสิริโสภาพัณณว ดี ในจุดการแข่งขัน สุราษฏร์ธานี ผู้ที่สามารถได้รับรางวัลถ้วยพระราชทานใบแรกในครังนั้นก็คือ คุณกิตติ รัตนวารี

         และในปี 2525 นี้วงการนกพิราบแข่งบ้านเราก็ต้องฮือฮาเมื่อ คุณศิริชัย บูลกุล ได้ตีตั๋วเครื่องบินให้ เพียด เดอเวียร์ท ได้บินลัดฟ้ามายังเมืองไทย เพื่อคัดนกในกรงของเขาจากนกจำนวน 300 ตัว เพียด เดอร์ เวียท คัดเหลือ 12 ตัว และคัดเข้ามาเพิ่มให้อีก 4 ตัว รวมแล้วงานนี้ คุณศิริชัย เหลือนกเอาไว้ทำพันธุ์เพียง 16 ตัว แล้ว เพียด เดอ เวียร์ท ก็บินกลับบ้านด้วยค่าเหนื่อยในครั้งนั้น 300,000 บาท และคุณศิริชัย บูลกุล ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่โกอินเตอร์ไปแข่งนกยังต่างประเทศต่อจากกรง CP.เบลเยี่ยม ของ คุณธนินทร์ เจียรวนนทร์ โดยคุณศิริชัย นั้นไปมีกรงอยู่ในประเทศเนเธอร์แลนด์ เมื่อกล่าวถึงกรง ซีพี.ที่เบลเยี่ยม ก็อดไม่ได้ที่จะขอนำผลงานทีมนกของ คุณธนินทร์ เจียรวนนทร์ ในครั้งนั้นที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย ทำให้ฝรั่งได้รู้ว่านักเลี้ยงนกจาก ไทยแลนด์แดนสยามเมืองยิ้มนั้นไม่เป็นรองใคร ด้วยผลงานในปี 1988 ได้รับตำแหน่ง 1 Ace Pigeon CFW และเป็นกรงที่ถูกจัดอันดับที่ 13 ประเภทนกรุ่นของประเทศเบลเยี่ยม นกที่สร้างชื่อในปีนั้นคือ ลาไทยแลนด์, ลาสยาม, มีสยูนิเวอร์ส ซึ่งนกทั้งสามตัวนี้สามารถบินชนะรางวัลที่ 1 ระดับจังหวัดอีกหลายครั้ง ปีต่อๆมาผลงานก็ดีขึ้นสามารถขึ้นไปถึงอันดับ 4 ระดับชาติประเภทนกรุ่น ทั้งหมดนี้เป็นผลงานภายใต้การดูแลของนักเลี้ยงนกชาวไทยที่มีชื่ อว่า คุณสมบัติ บุญเชิด และล่าสุดในปี 2549 ก็ทราบว่า กรงลูกกรอก ก็จะโกอินเตอร์เหมือนกันโดยจะไปที่เบลเยี่ยม ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำทีมนกลูกกรอกเข้าแข่งในจุดบาร์เซโลน่า จุดการแข่งขันที่หลายๆคนใฝ่ฝันที่จะส่งนกของตนเองเข้าไปสัมผัสก ารแข่งขันที่สุดคลาสสิคในจุดนี้สักครั้ง ผู้เขียนก็ขอเป็นกำลังใจให้ทีมนกลูกกรอกไปถึงจุดหมายที่ต้องการ และทำชื่อเสียงให้กับเมืองไทยนักเลี้ยงนกชาวไทยเอาใจช่วยครับ.. .

         ถ้าจะกล่าวถึงการแข่งขันระดับนานาชาติที่ประเทศไทยได้มีการจัดก ารแข่งขันขึ้นก็ต้องขอเริ่มต้นที่การแข่งขัน เอเซีย แปซิฟิค ครั้งที่ 1 โดยการแข่งขันในครั้งนั้นจัดขึ้นที่ โรงแรมเอเซีย ระหว่างวันที่ 12-16 ตุลาคม 2530 นับได้ว่าเป็นการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งแรกที่เกิดขึ้นใ นประเทศไทย มีนกพิราบแข่งถูกส่งเข้าร่วมการแข่งขันจากทั่วทุกมุมโลกไม่ว่าจ ะเป็นจาก ประเทศเบลเยี่ยม, เนเธอร์แลนด์, อังกฤษ, เยอร์มันนี ฯลฯ กรงนกถูกสร้างขึ้นบนดาดฟ้าของโรงแรมเอเซียมี คุณสิงห์ชัย จงวัฒนา เป็นผู้จัดการกรง พิธีเปิดงานมีขึ้นในวันที่ 13 ตุลาคม 2530 โดย พล.อ.อ.ประหยัด ดิษยศริน กรรมการผู้จัดการการบินไทย เป็นประธานในการเปิดงาน หลังจากนั้นมีการจับนกขึ้นแข่งในตอนบ่าย รถนกเดินทางถึงเชียงใหม่เวลา 4:15 น.ของวันรุ่งขึ้น โดยรองผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้นคือ ร.ท.อารยะ อุปะระมี เป็นประธานในการปล่อย นกพิราบแข่งถูกปล่อยจากเชียงใหม่ เวลา 6:10 น. การแข่งขันในวันนั้นมีผู้ที่สนใจเป็นจำนวนมากทั้งนักเลี้ยงนกใน ประเทศไทยเรา นักเลี้ยงนกจากต่างประเทศที่ส่งนกเข้าแข่งขัน ผู้สื่อข่าวจากสำนักต่างๆทั้งหมดที่กล่าวมาต่างมารอคอยการกลับม าของนกที่ถูกปล่อยจากเชียงใหม่ ทุกคนต่างรอคอยด้วยความตื่นเต้นแต่การแข่งขันในวันนั้นอากาศร้อ นอบอ้าว จนถึงเวลาค่ำก็ยังไม่มีนกสามารถกลับจาการแข่งขันได้ในวันแรก พอเช้าวันที่สองนักแข่งนกก็ขึ้นไปเฝ้าใหม่ปรากฎว่านกตัวแรกที่ไ ด้รับชัยชนะในการแข่งขันเอเซียแปซิฟิค ครั้งที่ 1 เป็นของคนไทยและผู้ที่ได้ครองถ้วยพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระเ จ้าอยู่หัวคือ คุณสมมิตร – อินทร์ศร รองชนะเลิศอันดับหนึ่งเป็นของ แวน เดน เบอร์ก จากประเทศ เนเธอร์แลนด์  และรองชนะเลิศอันดับสองเป็นของ คีส เฮนดริคส์ จากประเทศเนเธอร์แลนด์ เช่นเดียวกัน พิธีมอบถ้วยพระราชทานนั้นมี องค์มนตรี อัศนีย์ ปราโมท เป็นผู้มอบถ้วยให้กับผู้ชนะ งานในครั้งนั้นถือได้ว่าเป็นการประสพความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ ทำให้ต่างชาติให้การยอมรับในการจัดการแข่งขัน นกกรงรวมระดับนานาชาติ (International One loft race) ของประเทศไทย และความสำเร็จในครั้งนี้จะเกิดขึ้นมิได้หากขาดการร่วมมือและสนั บสนุนจากทั้งสามสมาคม รวมทั้งคณะผู้ที่ทำงานตั้งแต่แรกเริ่มตลอดจนประสานงานไปยังต่าง ประเทศ และเป็นกรรมการสักขีพยานในการปล่อยนก ถึงแม้ว่าเหตุการณ์นี้จะผ่านมาเกือบ 20 ปีแล้วก็ตามผมต้องขอปรบมือให้ท่านต่างๆเหล่านี้ที่เป็นคณะผู้ทำ งานและสร้างก้าวแรกที่สำคัญในการแข่งขันระดับนี้ให้กับประเทศไท ยครับ คุณพลชาญ พูนผล, คุณวัฒนศักดิ์ จำรัสโรมรัน, คุณโจน สารสิน, พ.อ.ประชา ปรีชานนท์, คุณบุญส่ง เห็นสกุล, คุณสาโรจน์ ขาวเธียร, คุณวิศิษฐ์ ภิญโญบริสุทธิ์, คุณสมชาย อภิชาติประคัลภ์ และอีกหลายท่านที่ไม่ได้กล่าวถึง

         จากความสำเร็จในการจัดการแข่งขัน เอเซียแปซิฟิค ครั้งที่ 1 จึงทำให้เกิดการแข่งขัน เอเซียแปซิฟิคครั้งที่ 2 ตามมาในปี 2533 การแข่งในครั้งที่ 2 นี้ถูกจัดขึ้นที่ โรงแรมแม่น้ำ ถนนเจริญกรุง กรงแข่งถูกสร้างขึ้นบริเวณดาดฟาชั้นที่ 17  เริ่มรับนกเข้ากรงแข่งตั้งแต่เดือนมกราคม 2532 จนถึงกลางเดือนเมษายน ในปีเดียวกันและนกที่ส่งเข้าแข่งขันนั้นมาจาก หลายประเทศมีทั้ง เบลเยี่ยม, เนเธอร์แลนด์, อังกฤษ, เยอร์มันนี, สหรัฐอเมริกา, ออสเตเรีย, แคนนาดา, ญี่ปุ่น,ไต้หวันและประเทศไทย มีคุณวสันต์ พันธุมะสุด (ปุ๊) เป็นผู้จัดการกรง ซึ่งในครั้งนั้นมีการแข่งขันร่วมกับสมาคมมิตรภาพ จุดนครสวรรค์, แข่งร่วมกับสมาคมส่งเสริม จุดสุโขทัย, แข่งร่วมกับสมาคมสื่อสาร จุดลำปาง และจุดสุดท้ายชิงถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในจุดเชียงราย การแข่งขันจุดเชียงรายนี้ถูกจัดขึ้นในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2533 ผู้ที่ได้รับชัยชนะการแข่งขัน เอเซียแปซิฟิกครั้งที่ 2 ได้ครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในครั้งนั้นคือ คุณเนติ ตันติมนตรี อันดับที่ 2 และ 3 เป็นของนักเลี้ยงนกชาวไต้หวัน ซึ่งภายใน 12 อันดับแรกนั้นเป็นนกของ คุณเนติ ตันติมนตรี ถึง 3 ตัว

         การแข่งขัน เอเซียแปซิฟิค ครั้งที่ 3 ได้ถูกจัดขึ้นที่ที่โรงแรมเซ็นทรัลพลาซ่า จัดการแข่งขันขึ้นในวันที่ 16-18 พฤษจิกายน 2535 มีคุณถาวร สัมโภชานนท์ เป็นผู้จัดการกรง การแข่งขันได้กำหนดให้มีจุดทดสอบเก็บคะแนนสองจุด คืออุตรดิตถ์, ลำปาง และจุดเชียงราย ชิงชนะเลิศถ้วยพระราชทาน ในวันที่ 18 พฤษจิกายน 2535 ผู้ชนะเลิศได้ครองถ้วยพระราชทาน คือ คุณสมบัติ ภมรศุภพรวิชิต อันดับ 2 ก็จากประเทศไทย คุณสมบัติ แสงรณาสันต์ อันดับ 3 จากประเทศออสเตรเรีย และผู้ที่ได้รับตำแหน่งนกยอดเยี่ยม Ace Pigeon ได้แก่ คุณแดน ติละพรพัฒน์

         การแข่งขัน เอเซียแปซิฟิค ครั้งที่ 4 คราวนี้ถือได้ว่าเป็นการจัดการแข่งขันระดับอินเตอร์ ครั้งแรกที่มิได้ถูกจัดขึ้นในกรุงเทพฯ โดยครั้งนี้กรงนกได้ถูกสร้างขึ้นที่ โรงแรมโรยัลคลิฟพัทยา การแข่งขันจัดขึ้นใน วันที่ 24-27 พฤษจิกายน 2537 สมาชิกนักเลี้ยงนกจากประเทศต่างๆเหล่านี้ได้ส่งนกเข้าแข่งจำนวน 1,364 ตัวจากประเทศ ออสเตรเรีย, เนเธอร์แลนด์, อังกฤษ, แอฟริกาใต้, เบลเยี่ยม, เยอร์มันนี, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, คูเวท, ฟิลิปปิน, โปรตุเกส, สเปน, เดลมาร์ค, ฝรั่งเศส และจากประเทศไทย โดยมีคุณถาวร สัมโภชานนท์ เป็นผู้จัดการกรงอีกเช่นเคย การแข่งขันชิงชนะเลิศจุด เชียงใหม่ ผู้ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว คือ คุณประสงค์ – ปรีชา (คุณประสงค์ เหลืองอานันทกุล) อันดับ 2 คุณวรพันธ์ – ภาสกร วสุวานิช อันดับ 3 คุณณรงค์ เจียรวนนทร์ ผู้ที่ได้รับรางวัลนกยอดเยี่ยม Ace Pigeon คือ คุณชอบ เตชามหาชัย

         การแข่งขัน Thailand World Championship 1996 เป็นการจัดแข่งขันครั้งที่ 1 โดยการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นที่ โรงแรมแม่น้ำ โดย สมาคมผู้เลี้ยงนกพิราบสื่อสาร, สมาคมนกพิราบแข่ง, สมาคมสัตว์เลี้ยง (แผนกนกพิราบแข่ง) และสำนักงานเขต บางคอแหลม มีนกจากประเทศเบลเยี่ยม, เนเธอร์แลนด์, เยอร์มันนี, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, สเปน, อเมริกา, อเยนตินา, สวิตเซอร์แลนด์, เกาหลีใต้, จีน, ฮ่องกง และ ประเทศไทย รวมแล้ว 13 ประเทศถูกส่งเข้าร่วมชิงชัยรวมแล้วเป็นจำนวน 2,457 ตัว การแข่งขันได้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 พฤษจิกายน 2539 โดยได้รับเกียรติจาก พณ. ท่าน เอกอัคราชฑูตอาร์เจนติน่าประจำประเทศไทย เป็นผู้ที่เป็นประธานเปิดงานน และยังมี ประทานสหพัธ์นกพิราบแข่งโลก (โอลิมเพียด)  มร.คาร์ลอส มาเคอส แพทส์ บินมาเป็นสักขีพยานการแข่งขัน ซึ่งการแข่งขันในวันแรก (เชียงราย – กรุงเทพฯ) ด้วยระยะทาง 670 Km. ไม่มีนกที่สามารถกลับจาการแข่งขันได้ภายในวันแรก นกที่สามารถกลับจากากรแข่งขันได้ภายในเวลาตัดสินนั้นมีเพียง 11 ตัว ในวันรุ่งขึ้น ( 24 พฤษจิกายน) นกที่กลับมาเป็นตัวแรกเวลา 8:02:18 หมายเลขห่วง H96-12618 ชนะเลิศการแข่งขันเชียงราย – กรุงเทพฯได้ครอง ถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นครั้งแรกของรายการ Thailand World Championship คือนักเลี้ยงนกจากประเทศไทย คุณประพนธ์ ปิลันธนากุล  อันดับ 2 นักเลี้ยงนกจากประเทศไทย คุณทองสุข จูประจักษ์ อันดับ 3 ก็ยังคงเป็นนักแข่งไทย คุณปัญญา กิตติชยารักต์็็้ ้

        

         ในช่วงเวลาต่อมาคือปี 1998 การแข่งขัน Thailand World Championship ครั้งที่ 2 ก็ยังคงจัดแข่งขันที่โรงแรมแม่น้ำ การแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 ธันวาคม 2541 และได้รับความไว้วางใจจากสมาชิกชาติต่างๆของ FCI จาก 13 ประเทศส่งนกเข้าร่วมแข่งในครั้งนั้น 1,687 ตัว การแข่ขันชิงชนะเลิศจุดปล่อยแข่งคือจังหวัดเชียงใหม่  นกที่สามารถฝ่าด่านจากรอบเก็บคะแนนมาจนถึงชิงชนะเลิศมีจำนวน 808 ตัว นกถูกปล่อยจากเชียงใหม่เวลา 6:35 น. และการแข่งขัน Thailand World Championship ครั้งที่ 2 ผู้ที่ชนะเลิศคือ คุณศรเทพ โกมุทบุตร ได้ครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อันดับ 2 คือ คุณกิตตินันท์ วสุวณิช อันดับ 3 เป็นนักเลี้ยงนกจากประเทศ เบลเยี่ยม มร. โอเมอร์ โบการ์ด ได้ครองถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในฐานะนักแข่งชาวต่างชาติที่นกลับเป็นตัวแรกของการแข่งขัน การแข่งขันในครั้งนั้นมีนกที่สามารถกลับจากากรแข่งขันได้ภายในว ันแรก 18 ตัว

         การแข่งขัน Thailand World Championship 2000 เป็นการแข่งขันที่ถูกจัดขึ้นป็นครั้งที่ 3 สถานที่จัดการแข่งขันยังคงเป็นโรงแรมแม่น้ำเหมือนเมื่อครั้งที่ ผ่านมา การแข่งขันจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ถึงวันที่ 3ธันวาคม 2543 เป็นการแข่งขันจากจุดปล่อย เชียงใหม่ – กรุงเทพฯ ผลการแข่งขันผู้ชนะเลิศครองถ้วยพระราชทานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอย ู่หัว คือ  Techavichian & Thone อันดับ 2 Wanna – Sasima อันดับ 3 Jaisue Jirasirirojnakor และผู้ที่ได้ตำแหน่งนกยอดเยี่ยม Ace Pigeon เป็นของ พจน์ อัครเดชาวุฒิ ซึ่งการแข่งขันในครั้งนั้นก็มีนักเลี้ยงนกจากทั่วโลกให้ความสนใ จส่งนกเข้าแข่ง และเข้าชมการแข่งขันกันเป็นจำนวนมาก การจัดการแข่งขันครั้งนั้นนกจากพี่น้องตระกูลเตชะวิเชียร (กรงลูกกรอก) ที่ส่งแข่งในชื่อร่วมกับนักเลี้ยงนกชาวต่างชาติ นอกจากจะได้รับตำแหน่งชนะเลิศ ยังมีนกอีกตัวของพวกเขาที่ส่งเข้าแข่งโดยใช้ชื่อ Techavichian & Gyselbrecht ก็ได้รับตำแหน่งที่ 5 นับได้ว่านกจากกรงลูกกรอกเป็นนกที่ประสพความสำเร็จในระยะ 500 km. ขึ้นไปจริงๆ ซึ่งนกที่แข่งเองโดยกรงลูกกรอกนั้นได้เป็นแช้มป์ในจุดแม่สาย ระยะทาง 740 km. ถึงสามปีติดต่อกันคือในปี 1998, 1999, 2000 โดยเฉพาะในปี 2000 นกที่มีชื่อว่า Black Superman หมายเลขห่วงขา T 99-24282 สามรถชนะเลิศการแข่งขันจุดแม่สาย ถึงสองสัปดาห์ติดต่อกัน ส่วนการแข่งขันในลักษณะกรงอินเตอร์นานาชาติ One loft race ก็ได้ถูกจัดขึ้นอีกหลายรายการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันไม่ว่าจะ เป็นรายการ Thailand Open, Thailand Grand Prix หรือรายการ Thai International Loft ที่จัดขึ้นที่จังหวัดระยอง และรวมทั้งการแข่งขัน Asia Pacific & FCI ครั้งล่าสุดที่จัดขึ้น ณ.ที่ทำการสมาคมสหพันธ์นกพิราบแข่งในประเทศไทย

         ในปี 2546 วงการนกพิราบแข่งบ้านเราก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ขึ้น อีกครั้ง ซึ่งในครั้งนี้ต้องเรียกว่า “พัฒนา”จริงๆ เนื่องด้วยในปี 2546 นี้ได้มีการจัดตั้งสมาคมขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อ สมาคมพัฒนานกพิราบสื่อสารไทย (Thai Racing Pigeon Federation) ใช้ชื่อย่อว่า TRPF ซึ่งนักเลี้ยงนกพิราบแข่งต่างเรียกกันติดปากว่า “สมาคมพัฒนา” ได้รับการอนุญาตเปิดสมาคมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2546 และได้รับเกียรติจาก พล.อ.อาชวินท์ เศวตเศรณี อดีตผู้บัญชาการกองพลที่ 1รักษาพระองค์ เป็นนายกสมาคมคนแรก และมีรายชื่อของคณะกรรมการผู้บริหารและร่วมก่อตั้งสมาคมดังนี้

          1. พล.อ.อาชวินท์ เศวตเศรณี                           นายกสมาคม

          2. คุณศรเทพ โกมุตบุตร                                    อุปนายก

          3. คุณทวีชัย เตชะวิเชียร                                    อุปนายก

          4. คุณพจน์ อัครเดชาวุฒิ                                    อุปนายก

          5. คุณประพัฒน์ ปิลันธนากุล                            อุปนายก

          6. คุณสมศักดิ์ ทรัพย์อัประไมย                         นายทะเบียน

          7. คุณอาทร ชื่นศิริพรชัย                                   เหรัญญิก

          8. คุณศิริชัย ปัญญามหานนท์                             สารสนเทศ

          9. คุณธีระพล เตชะวิเชียร                                    ประชาสัมพันธ์

          10. คุณวิศิษฐ ภิญโญบริสุทธิ์                                เลขาธิการ

             

การดำเนินงานของสมาคมพัฒนานกพิราบสื่อสารไทยนี้มีนโยบายในการพั ฒนาระบบการแข่งขัน เช่นผู้ส่งนกเข้าแข่งทุกกรงต้องใช้นาฬิการะบบบาร์โค๊ด (Electronic Clock System) เพื่อความสะดวกรวดเร็วและลดข้อผิดพลาดในด้านเอกสาร และยังสามารถทราบจำนวนนกของแต่ละกรงพร้อมทั้งหมายเลขห่วงขาหลัง จากที่นกขึ้นรถได้ทันที ในวันที่นกกลับจากากรแข่งขันก็สามารถทราบผลการแข่งขันได้ด้วยเว ลาอันรวดเร็ว มีการกำหนดเขตการแข่งขันเป็นแบบ โซน โดยการใช้เส้นแวง (คือเส้นที่ลากจากขั้วโลกเหนือมายังขั้วโลกใต้) นำมากำหนดในการแบ่งโซน เพราะว่าสามชิกจะมีตัวเลขพิกัด เส้นรุ้ง(ละติจูด) และเส้นแวง (ลองติจูด) กันทุกกรง เริ่มต้นด้วยโชน A ที่เส้นแวงระหว่าง 100.405 ถึง 100.450 คือตั้งแต่แถวแนวถนนวงแหวนตะวันตก แล้วไล่เข้ามาทางตะวันออกไม่เกิน 4.86 km.หลังจากนั้นจึงเป็นโซน B ที่เส้นแวงระหว่าง 100.450 องศา ถึง 100.495 องศา ซึ่งก็มีความกว้างของโซนอยู่ที่ประมาณ 4.86 km.โซน C เริ่มที่เส้นแวงที่ 100.495 องศา ไปจนถึง 100.540 องศา และต่อไปก็โซน D,E,F ไล่ไปเรื่อยๆจนสุดแนวตะวันออกโดยทุกๆโซนจะมีความกว้างอยู่ที่ 4.86 km.  และการแข่งขันยังจัดให้มีรางวัลนกยอดเยี่ยม Ace Pigeon ของแต่ละสายการแข่งขัน ซึ่งก็นับได้ว่าเป็นสมาคมใหม่ที่เกิดขึ้นและต้องการพัฒนาวงการน กพิราบแข่งบ้านเราอย่างจริงจังอีกสมาคมหนึ่ง

         ประมาณต้นปี 2547 มี web site ที่จัดทำขึ้นในบ้านเราเพื่อเป็น ห้องสมุดวงการนกพิราบแข่งไทย เป็นศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารต่างๆและเป็นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็ นกันของเหล่าสมาชิกคนรักนกพิราบ ปัจจุบันมีสมาชิก 115 ท่าน เป็น web board ที่มีผู้เข้าชมอยู่อันดับ 3 ของ buildboard.com และมีผู้เข้ามาโพสต์บทความต่างๆรวมถึงแสดงความคิดเห็นมากกว่า 2,000 ความคิดเห็น ผู้ที่เสียสละในการเริ่มต้นทำ web คือ คุณศิริชัย ปัญญามหานนท์ และเนื้อหาภายใน web board นั้นได้มาจากบรรดาสมาชิกใน web ที่ช่วยกันหาข้อมูลต่างๆนำมาลง ภายใน web จะถูกจัดแบ่งเป็นห้องต่างๆมากมาย เช่น ห้องสายพันธุ์นกพิราบ เนื้อหาของห้องนี้บรรจุไปด้วยประวัติพันธุ์นกพิราบแข่งต่างๆห้องคลีนิก นกพิราบ เพื่อให้นักเลี้ยงนกชาวไทยสามารถสอบถามปัญหาต่างๆในการเลี้ยงนก ไปยังนักเลี้ยงนกต่างชาติ ที่มีชื่อเสียงระดับโลกได้ ห้องข่าวสารประกาศ ก็จะเป็นประกาศต่างๆรวมทั้งผลการแข่งขันของต่างประเทศและที่เพื ่อนสมาชิกนำมาลง ห้อง ทำเนียบดาวดังในเมืองไทย,ห้องสารพันปัญหา, ห้อง โรคของนกพิราบและการดูแลสุขภาพนก, ห้อง สมาคมต่างๆ รวมทั้งผลการแข่งขันในแต่ละสัปดาห์ ของสมาคมต่างๆ ท่านที่สนใจสามารถเข้าชมได้ที่ www.buildboard.com/viewboard.php?id=256

          และทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของเรื่องราวความเป็นมาของวงกา รนกพิราบแข่งไทย ตั้งแต่ยุคเริ่มต้นเรื่อยมาจนถึงการเกิดขึ้นของสมาคมต่างๆ ตลอดจนช่วงเวลาสำคัญๆและเหตุการณ์สำคัญๆที่มีมานั้นทุกท่านคงเห ็นถึงวิวัฒนาการตลอดจนการพัฒนาของวงการนกพิราบแข่งในประเทศไทย การก้าวอย่างต่อเนื่องของกีฬานกพิราบแข่งนั้นจะไม่สามารถเป็นไป ได้หากขาดผู้ที่มีใจรักในกีฬานกพิราบแข่งช่วยกันสร้างสรรค์ และสุดท้ายที่พวกเราทุกคนจะลืมไม่ได้ก็คือต้องช่วยกันสร้างสมาช ิกใหม่เพื่อให้เป็นก้าวต่อๆไปของวงการนกพิราบแข่งไทยที่มั่นคง



Edited by nokthai - 10/March/1463 at 6:17pm
Back to Top View TRPF.'s Profile Search for other posts by TRPF. Visit TRPF.'s Homepage
 

Sorry, you can NOT post a reply.
This forum has been locked by a forum administrator.

  Post ReplyPost New Topic
Printable version Printable version

Forum Jump
You cannot post new topics in this forum
You cannot reply to topics in this forum
You cannot delete your posts in this forum
You cannot edit your posts in this forum
You cannot create polls in this forum
You cannot vote in polls in this forum

Powered by Web Wiz Forums version 7.96
Copyright ©2001-2005 Web Wiz Guide

This page was generated in .1563 seconds.